กลุ่ม หางานอุดร เล่าว่า ชวนนท์ชี้เอ็มโอยูช่วยไทยไม่เสียดินแดน ซัดนพดลปัดลงชื่อในสัญญาเอื้อเขมร
Public Group active 12 years, 1 month agoกลุ่ม หางานอุดร เล่าว่า ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่แผนที่ฉบับ 1:2 แสน ที่ปักบันอนุสัญญา 194 ที่มีความเป็นห่วงว่าถูกระบุอยู่ในเอ็มโอยู ข้อ 1 (ค) จะหมายความว่า ประเทศไทยยอมรับหรือไม่นั้น คำตอบคือไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่จะเริ่มเจรจาไม่ใช่สัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งประโยชน์ของสัญญาฉบับนี้คือ ตั้งแต่ปี 1908 ที่มีแผนที่ระวางดงรักเป็นต้นมา ทางกัมพูชาได้ยึดแผนที่เพียงฝ่ายเดียวมาตลอดแม้จะเป็นการวาดแผนที่ที่ไม่ตรงกับสันปันน้ำ โดยฝั่งไทยไม่ได้มีการประท้วงอย่างเป็นทางการตามบันทึกหลักฐานไว้ ดังนั้นเมื่อมีการขอขึ้นศาลโลกเมื่อปี 2535 กัมพูชาได้แนบแผนที่ฉบับดังกล่าว ประกอบไปเพื่อให้ศาลโลกประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของของตัวประสาทพระวิหาร ซึ่งแม้ว่าทางศาลโลกจะไม่ได้พูดถึงตัวดินแดนชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของใคร แต่มีความชัดเจนว่าตัวประสาทเป็นอธิปไตยของกัมพูชา จนปี 2543 รัฐบาลมองเห็นความไม่ชัดเจนของแผนที่ จึงเป็นที่มาที่มีการชักชวนกัมพูชามาลงนามในบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู 2543 เพื่อปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามอนุสัญญาและสนธิสัญญาต่างๆที่เกี่ยวข้อง คือใช้หลักสันปันน้ำ ซึ่งทางกัมพูชาตอบตกลงและได้แนบแผนที่ข้างต้นมาประกอบการพิจารณา
นายชวนนท์ กล่าวว่า ตนเรียนว่าการแนบแผนที่ 1:2 แสนขึ้นมานั้นไม่ได้หมายความว่ายอมรับ เอ็มโอยูเป็นเพียงการทำให้ แนวสันปันน้ำที่แท้จริงปรากฏอยู่บนแผนที่ฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือการประชุมมรดกโลกที่ผ่านมานั้น ตนคิดว่าคุนูณปการของเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเราไม่มีเอ็มโอยูปี 2543 สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ทางกัมพูชาจะแนบแผนที่ฉบับ1:2 แสน ให้กับคณะกรรมการมรดกโลกอีก แล้วเหตุการณ์ต่างๆจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะแผนที่ฉบับดังกล่าวจะกลายเป็นฉบับเดียวที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งไทยไม่เคยออกมาปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แต่ในทางกลับกัน เอ็มโอยู เป็นเหตุผลที่ทางกัมพูชาไม่สามารถแสดงถึงเส้นเขตแดนที่ชัดเจน หรือพื้นที่บริหารที่มีความชัดเจน และไม่สามารถบอกพื้นที่กันชนที่ชัดเจนว่าอยู่ตรงไหน มากกกว่านั้นรายละเอียดของหลักฐานที่มอบให้คณะกรรมการมรดกโลกแสดงให้เห็นว่าแผนที่ฉบับสมบูรณ์จะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนร่วมไทยและกัมพูชาแล้วเสร็จ (ระบุในเอกสารคณะกรรมการมรดกโลก)
เลขานุการ รมว.การต่างประเทศ กล่าวต่อว่า เอ็มโอยู เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ยับยั้งการขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียวได้ ส่วนประเด็นอื่นที่เกิดความไม่สบายใจนั้น ตนเรียนว่า รัฐบาลจำเป็นต้องยึดตามหลักเอ็มโอยู เนื่องจากสามารถปกป้องให้ไทยมีข้ออ้างกับทางกัมพูชาและทางกัมพูชาไม่สามารถอ้างแผนที่ฉบับเดียวได้ ยังมีข้อกำหนดในการบริหารจัดการบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการที่จะมีการบุกรุกพื้นที่ หรือปลูกสิ่งปลูกสร้างนั้นตนยืนยันว่าเป็นความผิดจริงตามข้อตกลงเอ็มโอยู และรัฐบาสมีการประท้วงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าว ต้องมีการปฏิบัติตามข้อตกลง คิดว่าในช่วงเวลา 1 ปีต่อไปคงต้องมีการชักชวนกัมพูชาปรึกษากันในเรื่องของการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน เพราะแผนผังที่ทางกัมพูชาทำขึ้นมานั้นถึงแม้ว่าจะมีการขีดเส้นลึกเข้าไปในเขตของทางกัมพูชาแต่ทางรัฐบาลไทยก็ไม่ยอมรับ เพราะความที่เป็นแผนผังไม่สารถบอกข้อมูลที่ชัดเจน มาตรส่วนหรือรายลเอียดต่างๆที่ชัดเจนได้
นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมากล่าวปฏิเสธว่าการลงนามของตัวนายนพดลนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ตนเปรียบเทียบว่าการแนบแผนที่เมื่อปี 2551 กับรัฐบาลปัจจุบันมีความแตกต่างกันคือ ไม่มีการระบุถึงเขตแดนหรือเส้นใดๆทั้งสิ้นมีเพียงการระบุเพียงเลข 2-3 ว่าส่วนใดเป็นเขตบับเบิลโซนเท่านั้น ซึ่งแผนผังฉบับดังกล่าวจะเป็นตัวที่ยืนยันว่าไทยยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนายกฯได้กล่าวไว้ว่าถือเป็นกุญแจดอกแรกในการเปิดประตูให้ทางกัมพูชา แต่เมื่อมีการประท้วงทางกัมพูชาได้เริ่มถอยออกจนสุดท้ายจึงมีการพยายามที่จะขีดลึกลงไปในพื้นที่ของทางกัมพูชาให้ได้มากที่สุด ซึ่งทางไทยก็ปฏิเสธว่าคงเป็นไปไม่ได้
ส่วนกรณีที่มีหลายคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า เรื่องเขตแดนระหว่างประเทศไทย-ลาวนั้น ไทยยอมรับว่ามีการยอมรับแผนที่ 1:2 แสนนายชวนนท์ กล่าวว่า มีการยอมรับเอกสารจริง เพราะแผนที่ระหว่างประเทศไทยและลาวไม่ได้มีปัญหาในส่วนของสันปันน้ำ ซึ่งแผนที่ที่มีปัญหาคือแผนที่ระวางดงรัก ซึ่งเป็นแผนที่ตั้งของประสาทพระวิหาร ตนยืนยันว่า เอ็มโอยู มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแค่ป้องกันการเสียดินแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้ทุกฝ่ายได้ทราบว่าการตกลงกันนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ส่วนการที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงนามในสัญญาด้วยนั้น หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าจะเป็นการยอมรับแผนที่ดังกล่าวซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงการลงนามเพื่อยืนยันว่าไทยจะเข้าร่วมในการเจรจาไม่ใช่การยอมรับในแผนที่แต่อย่างใด

